หมวดหมู่ ‘บทความ’(โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม)

หมวดหมู่ ‘บทความ’

 

 

เรื่องรอบรู้ อุณหภูมิเปลี่ยน อารมณ์ไม่เปลี่ยน

เรื่องรอบรู้ อุณหภูมิเปลี่ยน อารมณ์ไม่เปลี่ยน
อาหารที่ทำให้อารมณ์ดีมักเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนต่ำและมีทริฟโตเเฟน สูง (Tryptophan) คือ 1 ใน 20 กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากอาหารที่คาร์โบไฮเดรตสูงกับอาหารที่มีโปรตีนต่ำ จะไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมามากมีผลทำให้ทริฟโตเเฟนเข้าสู่สมองได้มากขึ้น และเปลี่ยนเป็น Serotonin คือสารสื่อประสาท สารตัวนี้เองที่ทำให้คนเรามีอารมณ์ดี อาหารที่ตรงตามสูตรนี้มากที่สุดคือ กลอย มีทริฟโตแฟนสูงที่สุด รองลงมาคือ ข้าวเหนียว ยิ่งข้าวเหนียวหน้ากลอยยิ่งสมบูรณ์แบบ ข้าวเหนียวเปียกข้าวโพดก็ใช่ เพราะในข้าวโพดมีทริฟโตแฟนมาก หรือจะเลือกกินข้าวเหนียวดำ ก็อารมณ์ดี ยิ้มได้เช่นเดียวกัน
มารู้จักกับอาหาร 7 อันดับ ที่กินแล้วช่วยให้อารมณ์ดี
1. “ปลาทะเลน้ำลึก”
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลมักจะดูมีความสุขมากกว่าคนที่อาศัยลึกเข้ามาในแผ่นดิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอากาศทะเลที่สดชื่นช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ได้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกจำนวนมาก งานวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่า กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลน้ำลึก ทำหน้าที่เสมือนยาแก้อาการซึมเศร้า ช่วยให้ประสาทสงบและเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น สำหรับปลาทะเลน้ำลึก ได้แก่ แซลมอน เฮอร์ริ่ง แม็กเคอเรล ทูน่า ฯลฯ
2. “กล้วย” ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าหลายคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อกินกล้วย เพราะกล้วยมีส่วนประกอบทริปโตฟาน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน
นอกจากนี้ กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ ผู้หญิงที่มีอาการ PMS (Premenstrual Syndrome) หรือช่วงอารมณ์ไม่ดีก่อนมีประจำเดือนควรกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น คนวัยทองทั้งหญิงและชายก็น่าจะสนใจกินกล้วยนะ
3. “องุ่น” อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยปรับปรุงระบบภูมิต้านทานโรคของร่างกาย ช่วยให้ความหนาแน่นของเซลล์เม็ดเลือดแดงคงที่ กินแล้วช่วยคลายเครียด ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินซียังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างโดปามีน (dopamine) และอะดรีนาลิน (adrenalin) ซึ่งสารเคมีทั้งสองตัว
ช่วยในการกระตุ้นความกระฉับกระเฉงตื่นตัว
4. ขนมปังและข้าวทุกชนิด คือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้สมองหลั่ง สารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยให้เกิดความสงบ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ สหรัฐ อเมริกา แนะนำให้กินขนมปังเพื่อต่อต้านอาการซึมเศร้าหน้าร้อนบ้านเรา กินข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวแช่ เป็นอาหารว่างก็ไม่เลวนะ
5. ผักโขม อุดมด้วย กรดโฟลิก (Folic acid) กรดดังกล่าวช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยให้เซลล์ใหม่แข็งแรงสมบูรณ์ สำคัญมากต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่สำคัญการขาดโฟลิกนำไปสู่การลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนินโดยตรงซึ่งก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า
6. เชอร์รี่ แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น “แอสไพรินธรรมชาติ”เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้เชอร์รี่มีสีสันสวยสดใส แต่สรรพคุณสำคัญ คือ ทำให้คนกินมีความสุข งานวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า การกินเชอร์รี่ 20 ผล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยาเสียอีก
7. กระเทียม อุดมด้วย สารเซเลเนียม (Selenium) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น คนเราควรได้รับเซเลเนียม อย่างน้อยวันละ 50 ไมโครกรัม แต่เซเลเนียมในกระเทียมนั้นปริมาณไม่แน่นอน กระเทียมหนัก 1 ขีด อาจมีเซเลเนียมตั้งแต่ 3-25 ไมโครกรัม นักวิจัยเยอรมันแนะว่า การกินกระเทียมวันละ 2 กลีบน่าจะเหมาะสม นอกจากนี้ กระเทียมยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วย
น้ำผลไม้สดๆเย็นๆสักแก้ว สามารถช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี น้ำฝรั่ง น้ำมะนาว และน้ำส้มคั้นสดนั้นนอกจากจะดื่มชื่นใจแล้ว ยังอุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งจำเป็นต่อการเผาผลาญอาหารของร่างกาย
ยามอากาศร้อน และช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น น้ำผลไม้ยังมีโพแทสเซียม ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แข็งแรง
พร้อมรับผลกระทบในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง
น้ำตาล จากธรรมชาติในผลไม้นั้นมีคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าความหวานจากน้ำตาลฟอกสีเนื่องจากมีวิตามินชนิดพร้อมใช้ ที่ร่างกายสามารถเผาผลาญได้เป็นพลังงานหมดจด
พืชผักที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งคือ พริก ปกติอาหารรสเผ็ดก็ช่วยให้เราเจริญอาหารอยู่แล้ว
แต่เชื่อหรือไม่ว่า พริกทำให้คุณรู้สึกซาบซ่า นักวิจัยระบุว่า แคปไซซิน สารธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดรสเผ็ดที่ปลายเส้นประสาทในลิ้นและปาก ทำให้ร่างกายตอบโต้ด้วยการหลั่งสารระงับปวดที่มีอยู่ในร่างกายเราออกมา สารนี้ มีชื่อว่า เอนดอร์ฟิน (Endorphin) ทำให้เกิดอาการคล้ายกับซาบซ่าน มีความสุข บรรเทาอาการเจ็บปวดหรือ “เมาพริก” ชั่วขณะ แคปไซซิน มีผลช่วยชะลอความแก่ชราได้อีกด้วย

ที่มา: www.arunsawat.com/board/index.php?topic=455.5;wap2

โดย ครูนงนุช ฤทธิ์จีน

E-mail: makai261@hotmail.com

ได้เวลา Zoomit แล้ว…

หลาย ๆ คนที่ต้องการหาโปรแกรมเล็ก ๆ สักตัวเพื่อมาช่วยในการนำเสนอผลงานหรือสอนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์�
เอาแบบเห็นชัดเจนทั้งเก้าอี้แถวหน้าและยาวไปถึงนักเรียนหลังห้อง ให้สามารถคลิกเลือกได้ถูกที่ถูกเวลาตามที่สอน
ลองใช้โปรแกรมตัวนี้เพื่อจะช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดูนะคะ พอดีมีโอกาสได้เข้ารับการอบรมหลาย ๆ ทีแล้วเค้าใช้กันเลยเอามาแบ่งปัน
โปรแกรมตัวนี้ชื่อว่า Zoomit เป็นฟรีแวร์ที่สามารถดาวน์โหลดได้จากhttp://technet.microsoft.com/en-us/sysinternals/bb897434.aspx
เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้ว เพียงแค่แตกไฟล์ออกมาแล้วดับเบิ้ลคลิกที่โปรแกรมนั้นก็สามารถใช้งานได้โดยทันที ให้สังเกตว่า จะมีไอคอนเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ที่ทาสก์บาร์มุมขวาล่าง เพียงเท่านี้ก็สามารถเริ่มใช้งานได้โดยทันที
การ Zoom-in / Zoom-out
ให้กดแป้น Ctrl แล้วตามด้วยแป้นเลข 1 (ที่อยู่ข้าง ๆ แป้น ~) หน้าจอจะถูกขยายโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นลองหมุนลูกกลิ้งที่เมาส์
เพื่อช่วยในการ Zoom-in / Zoom-out หรือจะใช้แป้นลูกศรขึ้น-ลงแทนก็ได้ แต่ถ้าต้องการยกเลิกการใช้งานให้กดปุ่ม Esc
การขีดเขียนบนจอ
ให้กดแป้น Ctrl แล้วตามด้วยแป้นเลข 2 หรือจะใช้คำสั่งต่อไปนี้ขณะที่ Zoom อยู่ก็ได้
ถ้าต้องการขีดเขียนให้คลิกเมาส์ซ้ายแล้วลากเมาส์ไปในทิศทางที่ต้องการ
ถ้าต้องการพิมพ์ข้อความ (ทำได้เฉพาะพิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษเท่านั้น) ให้กดแป้น T
ถ้าต้องการยกเลิกสิ่งที่ขีดเขียนล่าสุด ให้กดแป้น Ctrl ตามด้วยแป้น Z แต่ถ้าต้องการลบสิ่งที่ขีดเขียนไว้ทั้งหมด ให้กดแป้น E
ยกเลิกการใช้งานให้กดแป้น Esc
เคล็ดไม่ลับ !! เพิ่มเติม
เราสามารถเปลี่ยนสีปากกาได้โดยการกดปุ่มดังนี้
สีแดงแรงฤทธิ์ ต้องกดแป้น R , สีเขียวสบายตา ต้องกดแป้น G , สีน้ำเงินทะเลสวย ต้องกดแป้น B
สีส้มเปรี้ยวจิ๊ด ต้องกดแป้น O, สีชมพูหวานได้อีก ต้องกดแป้น P ,สีเหลืองได้ใจ ต้องกดแป้น Y
จริง ๆ แล้วตัวอักษรย่อพวกนี้ก็มาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษ red, green, blue, orange, pink, yellow นั่นเอง
เรียนรู้คอมพิวเตอร์ไปก็ได้เรียนภาษาอังกฤษไปในตัว
แต่สำหรับผู้หัดใช้เมาส์ใหม่ ๆ มือยังไม่นิ่งพอ คงต้องใช้ตัวช่วยต่อไปนี้
กดแป้น Shift ค้างไว้แล้วลากเมาส์ ถ้าต้องการขีดเส้นตรง
กดแป้น Crtl ค้างไว้แล้วลากเมาส์ ถ้าต้องการวาดรูปสี่เหลี่ยม
กดแป้น Tab ค้างไว้แล้วลากเมาส์ ถ้าต้องการวาดรูปวงกลม
กดแป้น Shift พร้อมกับแป้น Ctrl ค้างไว้แล้วลากเมาส์ ถ้าต้องการวาดเส้นที่มีหัวลูกศร
ส่วนสีพื้นหลังนั้นเปลี่ยนได้ 2 สีเท่านั้น สีขาวให้กดปุ่ม W ส่วนสีดำให้กดปุ่ม K
และสุดท้ายลองใช้โปรแกรมตัวนี้จับเวลานับถอยหลังแบบ CountDown ได้โดยการกดแป้น Ctrl ตามด้วยเครื่องหมาย – (อักษร ข)
เพียงเท่านี้การเรียนการสอนคอมพิวเตอร์หรือการนำเสนอผลงานก็คงจะง่ายขึ้น ไม่สร้างปัญหาและความหงุดหงิดให้กับผู้ชมผลงาน

ผู้่เผยแพร่บทความ : นางสาวกาญจนา ตุ่นคำแดง โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

HotPotatoes โปรแกรมดี ๆ ที่ช่วยคุณได้

โดยปกติแล้ว การที่เราจะสร้างบทเรียนออนไลน์ หรือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญก็คือ แบบทดสอบ ซึ่งควรจะมีทั้งแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบทดสอบหลังเรียน ถ้าแบบทดสอบทั้งสามส่วนนั้นเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือกก็อาจจะสร้างความน่าเบื่อให้กับผู้เรียนไม่ใช่น้อย โปรแกรม HotPotatoes อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะสามารถสร้างแบบทดสอบได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบปรนัยหลายตัวเลือก แบบอัตนัยเติมคำแบบสั้น ๆ แบบถูก-ผิด แบบจับคู่ และการสร้างแบบทดสอบเกมปริศนาอักษรไขว้ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมบนเว็บไซด์ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษา HTML ก็สามารถสร้างแบบทดสอบได้อย่างง่าย ๆ ที่กล่าวถึงได้มากขนาดนี้เพราะทดลองใช้โปรแกรมนี้แล้ว จึงอยากแนะนำให้ทดลองใช้กัน เพื่อจะได้แก้ปัญหาในการสร้างแบบทดสอบและการสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนแบบใหม่ ๆ โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ http://hotpot.uvic.ca/ อย่าลืมลงทะเบียน (register)นะคะจะได้ใช้โปรแกรมได้อย่างคุ้มค่า

บทความโดย นางสาวกาญจนา ตุ่นคำแดง โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

สมองกับการพัฒนาความคิด

51

สมอง

สมองเป็นอวัยวะที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากพวกสัตว์ คือ มนุษย์เรามีระบบประสาท มีความรู้สึกนึกคิด สมอง (อังกฤษ: Brain) คืออวัยวะสำคัญในสัตว์หลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค หรือที่เรียกว่า encephalon จัดว่าเป็นส่วนกลางของระบบประสาท คำว่า สมอง นั้นส่วนใหญ่จะเรียกระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์มีกระดูกสันหลัง คำนี้บางทีก็ใช้เรียกอวัยวะในระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกด้วยสมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาทเป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า ศักยงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้นเกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัวที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มีนิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมีนิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมีความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมนุษย์

สมอง ความคิดกับอิริยาบถต่าง ๆก็มีผลต่อการคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ แตกต่างกันไป อาทิเช่น การนอนคิดจะทำให้ความคิดกว้างไกล การยืนทำให้ความคิดแคบลงสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น ส่วนการนั่งเป็นอิริยาบถที่เหมาะกับการตัดสินใจที่ไม่รีบร้อนเท่าใดนัก

แหล่งอ้างอิง http://atcloud.com/stories/50471

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87

By. ครูโอ๋ ธนวรรณ

โครงงานคอมพิวเตอร์ที่ได้มากกว่าคำว่า ผลงาน

355

 

คุณเคยคุ้นเคยกับคำนี้บ้างไหม “โครงงานคอมพิวเตอร์” หลาย ๆ ท่านที่เป็นครูวิทยาศาสตร์มักจะคุ้นเคยกับคำว่า โครงงานวิทยาศาสตร์และมักจะใช้กระบวนการนี้บ่อยครั้งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แต่สำหรับครูคอมพิวเตอร์นั้นอาจจะเป็นคำใหม่ แต่แท้ที่จริงแล้วครูที่สอนวิชาคอมพิวเตอร์ได้ใช้กระบวนการนี้จนเคยชินแล้ว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 88) ได้ให้ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์ไว้ว่า เป็นกิจกรรมอิสระที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาตามความสนใจโดยใช้ทักษะตลอดจนประสบการณ์ของผู้เรียนด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในการแก้ปัญหาต่างๆ ผู้เรียนจะต้องวางแผนดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง สามารถแบ่งประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ได้ 5 ประเภทดังนี้
1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media) เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วย
การเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวนและคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้
2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development) เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ เป็นต้น
3. โครงงานประเภทการทดลองทฤษฎี (Theory Experiment) เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ แล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสมการ สูตร หรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองทฤษฎีด้วยคอมพิวเตอร์
4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application) โครงงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างใหม่หรือปรับปรุงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อนแล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้น ๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้ว ปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์
5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development) เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกม เพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจแก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย
จะเห็นได้ว่า โครงงานคอมพิวเตอร์ ก็คือ การนำความรู้ ทักษะกระบวนการในการใช้คอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงออกในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง แต่จากประสบการณ์การสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน ทำให้ได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า การจะสอนให้นักเรียนทำโครงงานคอมพิวเตอร์นั้น ครูผู้สอนเองอย่าคาดหวังกับสิ่งที่นักเรียนคิดและทำมากจนเกินไป การสอนในลักษณะนี้เชื่อได้ว่า ในระยะแรก ๆ คงจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งนี้ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ของครูผู้สอน และการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนในระหว่างการทำโครงงาน จึงจะส่งผลให้โครงงานคอมพิวเตอร์นั้นประสบความสำเร็จได้
เริ่มต้นของการสอนโครงงานคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องให้นักเรียนลองพิจารณาตนเองจากความรู้เดิม หรือประสบการณ์ที่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างสรรค์ผลงานมาลองมาพิจารณาเปรียบเทียบดูว่า ตนเองยังขาดอะไร ยังต้องการเติมเต็มในส่วนไหน หลังจากนั้นให้มองในภาพกว้างต่อไปว่าตนเองถนัดในเรื่องของทำโครงงานในรูปแบบไหน จะเป็นสิ่งประดิษฐ์, ผลงาน หรือการเขียนโปรแกรม ครูหลาย ๆ ท่านคงคิดว่า คงจะปวดหัวน่าดู หากนักเรียนเลือก 10 อย่าง 10 ประเภทแล้วเราจะสอนอย่างไร จริง ๆ นี่คือหลักการง่าย ๆ ของการคิดหัวข้อเรื่องเท่านั้น เมื่อนักเรียนเริ่มสนใจในสิ่งเดียวกัน เราก็ใช้วิธีการจับคู่แบบผสมผสาน นำไอเดียหรือความคิดของนักเรียนมาต่อยอดกัน แล้วให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในงานชิ้นนี้ ทุกคนก็จะเห็นคุณค่าและร่วมกันคิด ร่วมกันทำในที่สุด เมื่อนักเรียนได้หัวข้อตามที่ตนเองต้องการนั้น ลองให้นักเรียนออกแบบแนวคิดทั้งหมดลงในกระดาษ เขียนในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องใช้คำถามให้นักเรียนได้ฝึกคิดต่อว่า โครงงานคอมพิวเตอร์นั้นจะเป็นไปในทิศทางใด ในการสอนให้นักเรียนทำโครงงานนั้นครูผู้สอนอาจจะต้องคำนึงถึงศักยภาพในหลาย ๆ ด้านประกอบด้วยไม่ว่า จะเป็นงบประมาณ, ฐานความรู้ของผู้เรียน และองค์ความรู้ที่มีอยู่ของผู้สอน ซึ่งองค์ประกอบส่วนสุดท้ายนี้ถือได้ว่า เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ ครูอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดในเรื่องนั้นให้กับนักเรียนได้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ตนเองไม่ถนัดก็ตาม แต่ครูก็สามารถจัดสื่อเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ต่อไป การกล้าที่พูดและแสดงความคิดเห็นระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โครงงานนั้น ๆ ขับเคลื่อนต่อไป �
หลังจากที่นักเรียนเขียนในสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว ครูอาจจะต้องออกแบบกระบวนการเขียนเค้าโครงโครงงานให้นักเรียนได้เข้าใจอย่างง่าย ๆ โดยการนำสิ่งที่นักเรียนเขียนมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบของคำพูดที่สามารถสื่อความหมายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ฝึกให้นักเรียนนำเสนอผลงานตามสิ่งที่ตนเองต้องการจะทำโดยอาจจะให้ครูผู้สอนในรายวิชาอื่น ๆ ร่วมเป็นครูที่ปรึกษา หรือให้เพื่อน ๆ นักเรียนช่วยกันนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่อาจจะทำให้ได้ผลงานที่แตกต่างและเป็นที่ยอมรับของคนในกลุ่มใหญ่ ๆ ในระหว่างที่นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานอยู่นั้น คงจะเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนที่จะต้องมีการประเมินผลงานเป็นระยะๆ ซึ่งหากผู้เรียนเกิดปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ ที่ไม่สามารถดำเนินงานตามเค้าโครงที่ได้วางแผนไว้ ครูผู้สอนที่ได้ทราบเหตุผลและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป
เมื่อสิ้นสุดของการทำโครงงาน ครูผู้สอนอาจจะให้ผู้เรียนนำเสนอในรูปแบบของนิทรรศการเล็ก ๆ อาจจะจัดขึ้นเฉพาะในช่วงของกิจกรรมพักกลางวัน หรือจัดร่วมกับวันสำคัญต่าง ๆ ของกิจกรรมในโรงเรียน เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้กับบุคคลาภายนอกได้รับทราบ ส่วนในการประเมินผลงานนั้น ครูผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมกันประเมินผลงานทั้งของตนเองและของผู้อื่น และในส่วนของเกณฑ์การให้คะแนนนั้นอาจจะมาจากสัดส่วนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในเบื้องต้นของการทำโครงงานว่า จะให้คะแนนในแต่ละส่วนเป็นอย่างไร ครูผู้สอนหลาย ๆ ท่านอาจจะมองว่า ในเมื่อนักเรียนทำงานนำเสนอที่คล้ายคลึงกันโดยอาจจะใช้โปรแกรมตัวเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกัน อยากหนึ่งต้องยอมรับว่า นักเรียนที่ไม่ชอบวิชาคอมพิวเตอร์อาจจะทำโครงงานนั้น ๆ ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร แต่อย่าลืมว่า เกณฑ์ข้อหนึ่งที่จะนำมาช่วยในการตัดสินผลงานก็คือ นักเรียนสามารถทำได้ตามแผนที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะเค้าโครงหรือแผนงานที่นักเรียนกำหนดขึ้นนั้น จะเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่า ผู้เรียนทำงานได้เสร็จหรือไม่
นี่เป็นประสบการณ์อันเล็กน้อยที่ผู้เขียนได้พบเจอมาจึงอยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ผู้อ่านได้รับทราบ โครงงานคอมพิวเตอร์นั้นไม่ใช่เรื่องอยาก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่เพิ่มความใส่ใจและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้เรียนเพียงเท่านี้คุณก็จะได้รู้ว่า ลูกศิษย์ของคุณไปได้ไกลมากกว่าที่คุณคิด�
เอกสารอ้างอิง : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2546.

แหล่งที่มา : นางสาวกาญจนา ตุ่นคำแดง โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

การสร้างสื่อคณิตศาสตร์แบบใช้โปรแกรมThe Geometer’s Sketchpad (GSP)

แนะนำเว็บไซด์เสริมการเรียนรู้ การสร้างสื่อคณิตศาสตร์แบบใช้โปรแกรมThe Geometer’s Sketchpad (GSP) ชมเว็บไซด์

วิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน

 

imagesCATDSLWW

โลกที่งดงามใบนี้มีอายุกว่า 4-5 พันล้านปี จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่ก่อกำเนิดขึ้น พืชถือก่อกำเนิดหลังจากจุลินทรีย์อีกหลายพันล้านปี จุลินทรีย์มีความสำคัญต่อพืชมาก เพราะช่วยเปลี่ยนอินทรียสาร และอนินทรียสารให้เป็นอาหารของพืช หลังจากเกิดพืชอีกหลายล้านปี สิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบชีวิตที่พัฒนากว่าพืชค่อยถือกำเนิดขึ้น พืชเป็นส่วนสำคัญที่สุดของกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โดยการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพิษภัยในโลกนี้ให้เป็นโลกที่เหมาะสมกับการดำรงอยู่ของชีวิตต่าง ๆ อย่างปลอดภัย และสร้างระบบในการควบคุมและปรับสมดุลด้วยตัวของโลกเอง ลองจินตนาการว่าโลกเหมือนสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ป่าฝนทำหน้าที่เหมือนปอดของโลก สร้างออกซิเจนและขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตรงข้ามกับปอดของมนุษย์และสัตว์ที่ลุ่ม (Wetlands) ทำหน้าที่เหมือนไตของโลก พืชน้ำจะคอยกรองสารอาหารและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมในสายน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ทะเล และมหาสมุทร เฉกเช่นเดียวกับไตของคนที่กรองสารเจือปนต่าง ๆ ออกจากเลือด กระบวนการวิวัฒนาการซึ่งกินเวลาหลายพันล้านปี ได้เปลี่ยนโลกให้เป็นดาวเคราะห์ที่มีพลังแห่งการดูแลตัวเองเพื่อให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ (จุลินทรีย์ พืชและสัตว์) อยู่รวมกัน เกี่ยวพันกันอย่างมีสมดุล ความหลากหลายของพืชนานาชนิดมีผลต่อการสร้างสภาพภูมิอากาศในแต่ละเขตของโลก สภาพทางภูมิศาสตร์ ชีววิทยา และการกระทำของมนุษย์มีผลต่อสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น การตัดต้นไม้และการถางป่าเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเปลี่ยนแปลงและทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น ต้นไม้หนึ่งต้นมีความเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ อกมากมาย การปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียว หมายถึง การให้กำเนิดกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ อีกหลายล้านชีวิต คงไม่มีของขวัญใดที่มีคุณค่าเหนือไปกว่าการให้ และการปลูกต้นไม้เพื่อคนที่คุณรัก
เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า พืชที่มาจากทะเลทราย เช่น กระบองเพชร และพืชที่มาจากป่าร้อนชื้น ป่าดงดิบ เช่น สับปะรดสี และกล้วยไม้รวมทั้งลิ้นมังกร ว่านหางจรเข้ เป็นพืชที่ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคายก๊าซออกซิเจนเวลากลางคืน รวมทั้งคุณสมบัติพิเศษในการขจัดมลพิษต่าง ๆ ในอากาศ ดูดไอระเหยของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทำให้อากาศในห้องมีออกซิเจนมากขึ้น

ในปัจจุบัน ถนนหนทางเต็มไปด้วยยวดยานพาหนะ การจราจรติดขัด คนเมืองที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ มากมาย ซึ่งลอยปะปนอยู่ในอากาศ เพื่อสุขภาพที่ดีขอแนะนำวธีง่าย ๆ ในการดูแลตนเองและสามารถนำมาตกแต่งสร้างบรรยากาศที่สดชื่นในที่ทำงาน นำมาฝากค่ะ รายละเอียด �
อ้างอิง http://www.kroobannok.com/34889
By ครูโอ๋

สื่ออินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์

Robocode ทางเลือกใหม่ของเด็กติดเกม

Robocode เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปโปรแกรมหนึ่งที่ใช้พื้นฐานของภาษาจาวา โดยจะเป็นแข่งขันหุ่นยนต์รถถังที่ผู้เล่นจะต้องเป็นผู้เขียนโปรแกรมควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ของเราเอง ซึ่งหากไม่มีพื้นฐานของภาษาคอมพิวเตอร์มากนักก็สามารถใช้งานโปรแกรมนี้ได้ โดยใน Robocode นั้นจะมีโค้ดโปรแกรมจากหุ่นยนต์ตัวอย่างที่มีอยู่แต่ในส่วนนั้นอยู่ในรูปแบบของรุ่น Robot ซึ่งยุ่งยากต่อการใช้งาน จึงได้มีการพัฒนาในรูปแบบของรุ่น JuniorRobot ซึ่งใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ตรงตัวแทนรูปแบบคำสั่ง เช่น การยิงลูกกระสุนของหุ่นยนต์รถถังใช้คำสั่ง Fire, การเดินหน้าของหุ่นยนต์รถถังใช้คำสั่ง Ahead, การถอยหลังใช้คำสั่ง Back พร้อมทั้งกำหนดก้าวการเดินไปพิกเซล
จากการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เรียนชุมนุมคอมพิวเตอร์พบว่า นักเรียนแต่ละคนให้ความสนใจในการพัฒนาหุ่นยนต์ของตนเองเป็นอย่างมาก และเมื่อนำไปทดลองแข่งขันกับหุ่นยนต์ตัวอย่างพบว่า หุ่นยนต์รถถังที่นักเรียนพัฒนาขึ้นถึงแม้จะใช้คำสั่งแค่เดินหน้าถอยหลังแบบง่ายๆ ก็สามารถชนะหุ่นยนต์ตัวอย่างได้อย่างง่ายดาย สร้างความภาคภูมิใจแก่ตัวของนักเรียน ซึ่งเมื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ที่นักเรียนให้ความสนใจในด้านคอมพิวเตอร์เพราะมีความต้องการที่จะเป็นนักเขียนโปรแกรม เมื่อได้ทดลองใช้โปรแกรมนี้ก็ทำให้รู้สึกว่า ความฝันของตนเองนั้นอยู่ไม่ไกลและไม่ยากอย่างที่คิด…

แหล่งที่มา : นางสาวกาญจนา ตุ่นคำแดง โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก